สาวเวียดนามแบตฯ หมดกลางสถานีญี่ปุ่น ทักคนแปลกหน้าขอความช่วยเหลือ สุดท้ายกลายเป็นคู่ชีวิต บทพิสูจน์รักแท้ ยอมออกจากงานเพื่อดูแลจิตใจภรรยาจนหายดี
.jpg)
วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ VNexpress รายงานว่า
เกิดเรื่องราวความรักที่เริ่มต้นจากการหลงทางในต่างแดน
หลังจากหญิงสาวชาวเวียดนามได้รับความช่วยเหลือจากวิศวกรหนุ่มชาวญี่ปุ่นในวันที่โทรศัพท์ของเธอแบตเตอรี่หมด
จากความช่วยเหลือเล็กน้อยในวันนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความผูกพัน
จนสามารถก้าวผ่านอุปสรรคกำแพงภาษาและวัฒนธรรมได้สำเร็จ
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของฤดูใบไม้ร่วงปี 2566 ดิ่วถู หญิงสาวชาวเวียดนามเดินทางไปที่ญี่ปุ่นก่อนจะเจอกับเรื่องไม่คาดคิด เมื่อมือถือของเธอแบตเตอรี่หมดในสถานีรถไฟใต้ดินเกียวโต ทำให้เธอไม่สามารถค้นหาเส้นทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดชิกะได้ เธอนั้นคิดไม่ตกว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรดี ก่อนตัดสินใจเสี่ยงดวงเข้าไปทักชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อกั๊ก เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นพนักงานประจำสถานี
โชตะ เป็นวิศวกรที่เพิ่งเลิกงานและกำลังเตรียมตัวขึ้นรถไฟกลับบ้าน เขาเห็นหญิงสาวร่างเล็กกำลังลำบากอยู่ท่ามกลางฝูงชน จึงช่วยนำทางเธอและจดเบอร์โทรศัพท์ของเขาให้ไว้อย่างละเอียดในกรณีที่เธอต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งต่อมาหลังจากที่ดิ่วถูเดินทางถึงบ้านอย่างปลอดภัย เธอได้โทรศัพท์ไปขอบคุณเขา ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งข้อความโต้ตอบกันจนนำไปสู่การเดตครั้งแรกของทั้งคู่
ในการเดต โชตะเลี้ยงอาหารเวียดนามและกาแฟให้หญิงสาว พร้อมกับรับฟังเรื่องราวที่เธอเล่าถึงการเดินทางมาทำงานที่ญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 19 ปี เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ช่วงหนึ่งโชตะบรรยายว่า "เธอดูร่าเริงเหมือนนกตัวน้อย ๆ มักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอแม้ในยามที่เล่าเรื่องความยากลำบากตอนที่ต้องออกไปจับปูจับหอยมาขาย ผมชื่นชมในความมองโลกในแง่ดีของเธอมาก" ส่วนดิ่วถูก็รู้สึกประทับใจในความจริงใจของชายชาวญี่ปุ่นคนนี้ ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมานานกว่า 10 ปี หลังจากที่พ่อแม่หย่าร้างกัน
เมื่อถามถึงรายได้เฉลี่ยของคนญี่ปุ่น โชตะไม่ลังเลเลยที่จะเปิดสลิปเงินเดือนให้เธอพอดู แม้ว่ารายได้ของเขาจะไม่สูงนัก แต่ความตรงไปตรงมาซึ่งเป็นลักษณะที่หาได้ยากในคนญี่ปุ่น ทำให้เธอเชื่อใจเขาตั้งแต่ครั้งนั้น ในการพบกันครั้งต่อ ๆ มา โชตะไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่กลับตั้งใจฟังสิ่งที่หญิงสาวเล่าอย่างเงียบ ๆ เพียงการพบกันแค่ครั้งเดียว เขาก็จำได้ว่าเธอไม่ชอบทานเผ็ดและรู้ว่าควรจะสั่งอาหารอะไรให้เธอ เขาใส่ใจความรู้สึกโดยไม่ต้องเอ่ยถาม แค่มองหน้าก็รู้ได้ทันทีว่าขณะนั้นเธอเหนื่อยล้าหรือมีความสุข เขาไม่รอโอกาสพิเศษเพื่อจะซื้อดอกไม้ให้เธอ แม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่เขามักจะเลือกตั๋วที่ดีที่สุดเสมอเวลาที่พากันออกไปเที่ยว หลังจากพบกันได้ 5 เดือน เขาก็พาหญิงสาวไปพบแม่ที่บ้าน
ทว่าเหตุการณ์ในช่วงฤดูร้อนปี 2567 ได้เปลี่ยนทุกอย่างไป ความกดดันจากการทำงานทำให้ดิ่วถูหมดแรง เธอหน้ามืดและเลือดกำเดาไหลบ่อยครั้งในที่ทำงาน แต่ผู้จัดการกลับไม่สนใจ ซ้ำยังกดดันพร้อมกับดุด่าเธออย่างต่อเนื่อง เมื่อเธอต้องเข้าโรงพยาบาล โชตะซึ่งปกติเป็นคนพูดน้อย กลับติดต่อหน่วยงานคุ้มครองแรงงานเพื่อรายงานพฤติกรรมของผู้จัดการคนนั้น จนทำให้บริษัทต้องออกมาขอโทษและคุ้มครองสิทธิ์ของเธอ เธอตระหนักได้ว่าภายใต้บุคลิกที่เงียบขรึมนั้น เขาเป็นคนที่ใส่ใจและจริงใจ "ถ้าเขาไม่ลุกขึ้นมาปกป้องฉัน ฉันอาจจะถูกไล่ออกโดยไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ เลยด้วยซ้ำ"
ด้วยความเป็นห่วงที่ดิ่วถูต้องอาศัยเพียงคนเดียวที่ญี่ปุ่น โชตะจึงขออนุญาตพ่อเพื่อพาเธอมาอยู่ที่บ้านด้วยกัน แต่เธอปฏิเสธที่จะย้ายไป เขาจึงเดินทางมาหาเธอที่พักทุกวันหลังเลิกงานกะดึกตอนเที่ยงคืน พร้อมกับนำอาหารและยามาดูแลเธอ เขาชนะใจเธออย่างสมบูรณ์เมื่อวันหนึ่งเขาพูดว่า "ผมยอมกินถั่วงอกทั้งเดือนก็ได้เพื่อประหยัดเงินมาดูแลคุณ" !
พ่อแม่ของโชตะแนะนำให้ทั้งคู่คิดเรื่องการแต่งงาน เพราะไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้ครองคู่กับคนดี ๆ ในเดือนมิถุนายน 2567 เธอจึงพาเขาไปพบครอบครัวที่เวียดนาม สี่เดือนต่อมาทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ดิ่วถูเล่าว่า "ไม่มีการขอแต่งงานหรือแหวนเพชร ทุกอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความเชื่อใจและความรัก" แต่ชีวิตคู่ของพวกเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
หลังแต่งงาน เธอประสบภาวะวิกฤตทางจิตใจเนื่องจากความกดดันจากสภาพแวดล้อมและความคิดถึงบ้าน ทำให้น้ำหนักลดและนอนไม่หลับเรื้อรัง โชตะยอมลางานถึง 2 เดือนเพื่อพาเธอไปโรงพยาบาลหลายแห่งแต่ไม่พบสาเหตุทางกาย เขาเล่าว่า "ผมต้องช่วยเธออาบน้ำและสระผม เมื่อเห็นภรรยาซูบผอมขนาดนั้น ผมจึงเข้าใจว่าเธอต้องอดทนกับอะไรมามากเหลือเกิน" ในช่วงวิกฤตที่สุด โชตะตัดสินใจลาออกจากงานทั้งหมดและพาภรรยากลับไปยังจังหวัดฮหว่าบิ่ญเพื่ออยู่กับพ่อแม่ของเธอและเพื่อเยียวยาจิตใจ
ซึ่งภายหลังจากที่ได้กลับบ้านในบรรยากาศที่คุ้นเคยประมาณปีกว่า ดิ่วถูก็ค่อย ๆ กลับมายิ้มได้อีกครั้ง จากนั้นในฤดูใบไม้ผลิปี 2568 พวกเขาเดินทางกลับไปที่ญี่ปุ่น ดิ่วถูเลือกทำงานที่เบาลงในร้านเช่าชุดกิโมโนที่โอซาก้า ในช่วงเย็นโชตะจะช่วยเธอเรียนภาษาญี่ปุ่น ดิ่วถูเล่าย้อนถึงวันแรกที่เจอกับสามีว่า "ถ้าฉันไม่หลงทางในบ่ายวันนั้น และเขาไม่ได้เดินออกมาในจังหวะที่พอดี บางทีฉันอาจจะไม่มีความสุขแบบนี้" สำหรับเธอนั้น ความจริงใจของชายชาวญี่ปุ่นคนนี้คือตั๋วที่มีค่าที่สุดที่เธอได้พบที่สถานีรถไฟในวันนั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก vnexpress

ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวในพระราชสํานักย้อนหลัง
ข่าวบันเทิงดาราไทยข่าวบันเทิงวันนี้ ข่าวบันเทิงล่าสุด
ข่าวบันเทิงเกาหลีข่าวบันเทิงเกาหลีวันนี้
ข่าวบันเทิงต่างประเทศข่าวดาราฮอลลีวู้ด และอื่นๆ
ข่าวเพลงใหม่ข่าวเพลงวันนี้
ข่าวหนังใหม่ข่าวหนังต่างประเทศ
ข่าวการเมืองข่าวการเมืองล่าสุด ข่าวการเมืองวันนี้
ข่าวเศรษฐกิจข่าวเศรษฐกิจโลก ข่าวเศรษฐกิจไทย
ข่าวต่างประเทศข่าวต่างประเทศวันนี้ ข่าวต่างประเทศล่าสุด
ข่าวประเทศจีนข่าวจีนวันนี้ ข่าวจีนแปลกๆ
ข่าวอาชญากรรมข่าวอาชญากรรมวันนี้ ข่าวอาชญากรรมล่าสุด
ข่าวปัญหาสังคมข่าวเตือนภัยสังคม
ข่าวยาเสพติดจับยาเสพติดวันนี้
ข่าวอุบัติเหตุคลิปอุบัติเหตุ อุบัติเหตุสยอง ข่าวอุบัติเหตุวันนี้
ข่าวสภาพอากาศ - น้ำท่วมข่าวพยากรณ์อากาศ น้ำท่วมล่าสุด
ข่าวภูมิภาคข่าวภูมิภาค 77 จังหวัด ข่าวภูมิภาควันนี้
ข่าวภาคใต้ข่าวภาคใต้ล่าสุด ข่าวด่วนภาคใต้
ข่าวกีฬาข่าวกีฬาวันนี้
ข่าวฟุตบอลข่าวกีฬาฟุตบอล ข่าวฟุตบอลทั้งหมด
ข่าวรถใหม่ข่าวรถยนต์ ราคารถใหม่ ข่าววงการรถ
ข่าวมือถือข่าวมือถือล่าสุด ราคามือถือ
ข่าววิทยาศาสตร์ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่ น่ารู้
ข่าวไอทีอัพเดทข่าวไอที ข่าวไอทีวันนี้
ข่าวการศึกษาข่าวการศึกษาไทย ข่าวการศึกษาวันนี้
ข่าวอาเซียนข่าวอาเซียนวันนี้ ล่าสุด
ข่าวสุขภาพข่าวสุขภาพน่ารู้ สุขภาพวันนี้
ข่าวท่องเที่ยวข่าวท่องเที่ยวล่าสุด ข่าวท่องเที่ยวไทย
ข่าวหวยเลขเด็ดงวดนี้ ข่าวหวยดัง
ข่าว x-fileข่าวแปลกๆ เรื่องแปลกทั่วโลก เรื่องลึกลับ
ข่าวฮิตสังคมออนไลน์กระแสเรื่องฮิต จาก facebook twitter
คลิปข่าวคลิปข่าววันนี้ คลิปข่าวใหม่ คลิปข่าวล่าสุด
